Running On Faith

posted on 06 Sep 2009 22:30 by dismember

         

          ค่ำคืนยาวนานอบอวลด้วยกลิ่นฤดูฝน

 ผมเลิกงานเวลาเดิม กลับมาถึงห้อง อาบน้ำอย่างเชื่องช้า แล้วนอนอ่านหนังสือพิมพ์

 เรื่องเดิมๆซ้ำซากเหมือนหนังสือที่พับมุมหน้าเดิมที่อ่านค้างไว้

 เหวี่ยงหนังสือพิมพ์ไปอีกทาง คงกลายเป็นแค่กระดาษรองพื้นตอนกินข้าวเท่านั้น

 นอนหงายจ้องมองเพดาน ไม่มีความคิดใดๆแล่นในหัว 29 ปีแห่งการเหม่อมองเพดาน

 หล่อหลอมให้ผมเป็นได้แค่นี้เอง...

* * * * * * * *

         มนุษย์หงอยเหงาขาดไร้การติดต่อสื่อสาร

 ผมไม่ได้พูดคุยกับคนที่ถูกต้อง   คนที่ปฏิสัมพันธ์ด้วยก็ไม่ได้สนใจในเรื่องเดียวกัน

 ติดอยู่กับกรอบแนวคิดเก่าๆ ของใครของมัน  ซึ่งอยู่กันไปก็คงมีแต่คำว่าเบื่อหน่าย

 ผมไม่อยากติดอยู่กับความสัมพันธ์ที่คับแคบเช่นเดิม

 เพราะมันจะไม่นำไปสู่การพัฒนาความคิดหรือค้นพบความจริงๆใดๆ

 เป็นแค่หนังเก่าๆม้วนเดิม....

 

       อ่า...แวะคุยเรื่องการเมืองนิดนึง...

Plato  กล่าวไว้ว่า การกระทำความผิดนั้นนับเป็นสิ่งชั่วร้าย แต่ยังนับว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายอันดับสอง...

 

     อืม...ผมว่า คนหน้าเหลี่ยมที่อยู่ต่างประเทศก็ผิด

                              คนที่บุกรุกป่าสงวนเขายายเที่ยงก็ผิด

                              คนที่โกงกล้ายาง ฮั้วประมูล ก็ผิด

                              คนที่หนีทหารก็ผิด

                              คนที่สั่งใช้ความรุนแรงกับประชาชนก็ผิด

                              พวกไม่ทำหมาหาแดกแต่รวยเอาๆก็ผิด....

หลักการอย่างหนึ่ง ที่หากถูกำให้เสื่อมไปแล้ว  สังคมจะปั่นป่วนสับสน ไม่มีหลักยึด นั่นคือ ผู้ใดกระทำผิด ผู้นั้นต้องรับผิดเพื่อการกระทำของตน

 

                         เพราะ....สิ่งชั่วร้ายอันดับหนึ่งคือ การปล่อยให้ผู้กระทำความผิดลอยนวล

                                                                   **********

ถ้าคุณมองบางสิ่งบางอย่างจากระยะไกล

สิ่งนั้นย่อมสวยงามเสมอ...

            ผมทำอะไรอยู่ในห้วงเวลาอายุยี่สิบ?

หลงรักสาวหัวปักหัวปำ  นี่แหละมั้งคือคำตอบ  หลังจากนั้นพอมีบางอย่างเข้ามาแทรก ภาพที่คุณมองก็จะเปลี่ยนไป  บางสิ่งบางอย่างเบี่ยงเบนคุณให้ต้องมองจากมุมที่แตกต่างออกไป  นั่นไม่ใช่ความผิดอะไร แต่ก็ห่างไกลกับคำว่าถูกต้องชอบธรรม  เพราะเรื่องแบบนี้ ไม่มีใครสนเรื่องถูกหรือผิดอยู่แล้ว

คนเรามันก็ต้องรักตัวเองไว้ก่อน  คนไม่เห็นแก่ตัว สวรรค์ลงโทษ

ผมเองก็จะทำอย่างนั้น

ทุกคนก็กำลังทำอย่างนั้น...ไปจนกว่าจะถึงกาลวิบัติ..

*****************

ผมเหงาหรือเปล่า?

ผมคงไม่ตอบว่า"ชินแล้ว ฝึกมาดี"หรอก แต่มันก้ไม่ได้มากอย่างที่เคยคิดไว้

มันคงเป็นความสับสน  เหมือนตามหาอะไรสักอย่าง แต่ก็ลืมเลือนไปสิ้นว่ามันคืออะไร..

 

สักวันหนึ่ง    อาจเป็นวันร้อนจัด หรือ ค่ำคืนเหน็บหนาว 

คงจะมีอะไรสักอย่างมาดึงดูดความสนใจของเราอีกครั้ง เฉกเช่นที่ผมเคยรู้สึกกับผู้หญิงคนหนึ่ง

เหมือนที่เคยรู้สึกกับดนตรีเมทั่ล  หรือการชกมวย..

เมื่อวันนั้นมาถึง โลกในความหมายของผมก็จะหมุนกลับมาให้ค้นหาอีกครั้ง  ผมก็จะได้รู้เสียทีว่า

ผมเป็นคนของที่นี่ หรือที่ไหนกันแน่

ผมจะได้ยิ้มได้เต็มหน้าบ่อยๆ...

 

เชื่อแม่..ง!มันเลย...

posted on 07 Aug 2009 22:30 by dismember

       ในช่วงชีวิตของคนเรา  หากพลาดโอกาสสำคัญๆในชีวิตสัก2-3 ครั้ง นั่นจะทำให้เรากลายเป็น secondary people  คือ พลเมืองชั้นรองนั่นเอง

        พลเมืองชั้นรองหรือ? น่าเศร้าที่ตัวเราเองดันทะลึ่งยอมรับไปที่ละเล็กละน้อย ปล่อยมันกัดกินวิญญาณขบถจนร่ำร้องคร่ำครวญ  แต่ก็นั่นแหละ...ความทุกข์เกิดจากเงื่อนไขของชีวิตจริง..เป็นความจริงร้อยเปอร์เซนต์อยู่แล้ว  ทุกวันนี้ มีใครสนใจตั้งคำถามบ้าง ว่าไอ้หมอนี่เป็นใคร  ไอ้หมอนี่คิดอะไร  ไม่มี!!! ไม่มีใครชายตามองด้วยซ้ำ ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะถูกมองว่าเป็นเพียงเม็ดทรายเล็กๆบนหาดทรายอันกว้างใหญ่เท่านั้น...

         เป็นเพียงหัวไชเท้าบนจานซูชิ ...แค่นั้นสินะ

         แต่จะให้ยอมรับชีวิตแบบนี้ไปตลอดย่อมเป็นไปไม่ได้  ไม่มีวันก้มหัวให้อยู่แล้วว่ะ!

        ................................................................................................................................

         อ่า ..อีกความรู้สึกที่น่าสมเพชคือ ไอ้การไปนึกได้ว่าตัวเราที่แท้คือของเก่าที่ ไม่มีใครอยากกิน เพราะว่ามันจะทำให้ท้องเสีย นั่นแหละ  บทสรุปก็คือ ผมกลายเป็นปูนปั้นเก่าแก่ที่จมอยู่ก้นทะเล ตะไคร่น้ำเกาะเต็ม  ก็คงอยู่ที่ว่าจะลอยตัวขึ้นมาสัมผัสแสงแดด ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ละมั้ง...

         แล้วจะมาเขียนต่อ.....งานเข้าว่ะ

 

04.15 น.

posted on 14 Jul 2009 22:00 by dismember

     ตื่นขึ้นมาจากฝันเลวๆแบบเดิมๆ แขนขวาชาจนไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย นอนผิดท่าผิดทาง  ช่วงหลังนี้เป็นบ่อย  นอนหงายไม่ค่อยสบายเหมือนก่อน เหมือนมีอะไรทิ่มแทงอยู่  คงโดนแทงข้างหลัง (ไม่ฮา..)

     รู้สึกดีใจ...

     ดีใจกับ  ชัยชนะเล็กๆน้อยๆ ของเราเอง และคนใกล้ตัวบางคน ต่อความไร้ประสิทธิภาพของระบบ และความอยุติธรรมอันแสนมักง่าย

     ดีใจกับ   การเดินทางที่สะดวกสบายและปลอดภัย มีคลาส ของใครอีกคน

     ดีใจกับ...ตัวเอง

                 หนึ่งนั้นคือความกล้าที่จะโต้แย้งกับการใส่ร้ายป้ายสีด้วยมิจฉาฑิฐิ ของใครและใคร

                 อีกหนึ่งนั้น คือความสามารถสะกดข่มอารมณ์เดือดพล่าน ที่อยากแสดงให้ประจักว่า ไม่มีใครครอบครองอะไรโดยไม่ต้องสูญเสีย...

         ตาสักข้าง ... ซี่โครงสักสองสามซี่   หรือการเดินหนีไปอย่างผู้แพ้

         เมื่อเลือกอย่างหลัง ก็สมควรดีใจกับตัวเองแล้ว...

        

       สลดใจ...

       หดหู่ใจกับผลงานเลอเลิศของ เด็กหนุ่มสองคน ที่ผ่านไปกว่าครึ่งปี เราประชาชนก็พบว่า เราคงต้องตายก่อน  ตายก่อนญาติพี่น้องของพวกมัน!!

       ภาคใต้ กลายเป็นดินแดนต้องห้ามไปแล้ว

       ภาคกลาง ปัญหาจากความสลิดดกแบบคนกรุงเทพ ที่มองคนอื่นว่าต่ำต้อยกว่า เพราะบูชาแมลงสาบศักดินา ที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องชนชั้นเดียวกัน

       ภาคเหนือ ผู้คนไร้ที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ถึงขั้นบูชาหมีขี้เกียจสักตัว เป็น จ้าวแพนด้าน้อย ณ เชียงใหม่ (อันนี้ก็ไม่ฮา..)

       สารขันฑ์แลนด์แห่งนี้ เป็นประเทศที่มียอดผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดสนตีนนั่นมากที่สุดในเอเชีย

นักโทษคดีที่โทษสูงสุดคือประหารชีวิต ถ่มน้ำลายรดฟ้า และยังคงไล่ตามจับนักโทษจำคุก 2 ปี !!!

       ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ต่อหน่วยเกิน 30 บาท ทั้งที่ราคาในตลาดโลกลดลงจาก 150 ดอลล่าห์ เหลือเพียง 60 กว่าเหรียญ (ภาษีน้ำมันกำลังจะเป็น 10 บาท ต่อหน่วย และมีคำพูดว่านี่เป็นเพียงบทเรียน ไม่กระทบประชาชน!?!)

        ประชาชนชาวรากเลือดอย่างเราถูกขีดให้เหลือทางเลือกเพียง 2 ทาง...

        ...นั่นคือ ตาย...กับ ตาย...

      สมกับการเป็นตอแหลแลนด์จริงๆ

 

รัก

posted on 15 Jun 2009 00:29 by dismember

     ดอกรัก มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า calotropis giantea,R-Br ชื่อสามัญว่า Giant Milk Weed อยู่ในวงศ์ ASCLEPIADACEAE มีชื่อเรียกตามภาษาพื้นบ้านบางแห่งว่า ปอเถื่อน ป่านเถื่อน

     ต้นรักเป็นพุ่มไม้ขนาดย่อม กิ่งก้านโปร่ง ลำต้นสีขาว ใบขาวใหญ่ มีขนบางๆอ่อนนุ่ม คลุมตลอด ดอกรักมีทั้งสีขาว สีม่วง มีทั้งดอกซ้อน ดอกลา มีผลกลมปลายเรียว คล้ายผลกล้วยขนาดย่อม เมื่อแก่ ผลจะแตก เมล็ดในมีปุยหุ้มคล้ายนุ่น จะปลิวตามลม...

      การขยายพันธุ์ดอกรักง่ายที่สุด เพราะแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เมล็ดในที่เป็นปุยนั้น จะลอยตามลมไป รักเป็นพืชชนิดลูกไม้หล่นไกลต้น ปลิวไป ตกที่ไหน ก็ขึ้นเป็นรักที่นั่น...

                                       ....................................................................

      

 ใครก็ตามที่พูดว่าตัวเองเข้าใจในความรัก   เขาช่างน่าสงสาร เพราะชีวิตหลังจากนั้น  เขาจะมีแต่ความเจ็บปวดล้วนๆ      ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งนิรันดร์  และมันก็เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว  ทีละวันสองวัน  เหมือนกับความตาย         เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า จะไม่มีการทรยศหักหลังขึ้น ระหว่างคนรัก     ความเชื่อใจเป็นแค่หลักการสวยหรู ที่ผลของมัน  จะเป็นของเหลวรสเค็ม ที่หากไม่ใช่สีใสก็เป็นสีแดง..

       เมื่อเรามีความรัก  ก็สามารถพูดได้ว่า  ฉันจำช่วงชีวิตก่อนหน้าที่ได้เจอกับเธอไม่ได้เลย ซึ่งนั่นอาจจะเป็นความจริง   แต่วันหนึ่งความทรงจำที่มีร่วมกันก็อาจไม่ใช่เรื่องน่าจดจำ  ภาพมันอาจเลือนรางหรือมีฉากหลังอันหม่นมืด  เรื่องเชี่ย!แบบนี้เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว....

        ผมเป็นคนหนึ่ง ที่เคยโง่พอที่จะพูดว่า ข้าคือคนที่เข้าใจความรัก โง่พอที่จะพูดว่า ชีวิตนี้ทั้งชีวิต จะรักคนเพียงคนเดียว ตลอดไป...

                             ................................................................................

         ลี้คิมฮวง  มีดแรกไม่เคยพลาดเป้าคนนั้น  เคยให้ทั้งบ้านหลังโต ให้ทั้งเมีย ยอมทิ้งยศฐาบรรดาศักดิ์ทุกอย่าง ให้กับคนผู้หนึ่ง ด้วยเหตุผลว่า ท่านได้ช่วยชีวิตเราครั้งหนึ่ง...

          ลี้คิมฮวง ร่ำสุรานามไผ่ใบเขียว เมื่อเสี่ยวเอ้อ ถามว่า ท่านต้องการกับแกล้มใด? คำตอบ คือ เหล้าขาว!!!  

          เจ็บปวดปานนั้น!!..  ดื่มเหล้าร้านเดิมเพียงเพื่อได้มีโอกาสเฝ้ามองเงาของอดีตคนรัก ที่นั่งปักชุนเสื้อให้กับใครอีกคนบนหอน้อย ...ทุกข์ทรมานปานใด...

                                         .....................................................

         ผู้หญิงคนหนึ่ง  ซึ่งทำอะไรเพื่อผมได้ทุกอย่าง ละทิ้งความฝันเพื่อกันและกัน  แม้ไม่ถึงกับ ช่วยชีวิต แต่จะต่างกันสักเท่าไหร่?

          ดังนั้น จึงยอม แม้ผมจะไม่มีอะไรละทิ้งไว้ให้เลย แต่ก็ได้ให้โอกาสได้พบกับชีวิตที่เธอคนนั้นได้เลือกเอง...ยอม...แม้ต้องฝืนทนกลืนกินเลือดตัวเอง   ยอมเจ็บ เพียงเพื่อได้รับรู้ว่า ชีวิตของเธอนั้น สวยงามปานใด..

                                          .....................................................

          ผมก้าวอย่างไปบนทางชีวิตอย่างเชื่องช้า แม้บ่ายที่ฝนกระหน่ำ ผมยังเหยียบย่างไปอย่างเชื่องช้า  คำถามที่ว่า เหตุใดฉันจึงเปียกฝนอยู่ร่ำไป ไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว  ไม่มีอะไรให้ใส่ใจ ไม่ได้มองด้วยดวงตาอีกต่อไป...หวังเพียงสักวันที่ผมล้มลง  เจ็บจนทนไม่ไหว ขอเพียงให้ผู้คนที่พานพบ ชี้นิ้วเย้ยหยัน  ก่นประนามในความโง่เขลาของผมให้เพียงพอ...

                                          .........................................................

            อะไรก็ตาม เมื่อมีคุณก็จะคู่กับโทษ ถ้ารักขึ้นง่ายนัก ระวังรักบ้างก็ดี ด้วยยางของรักที่เป็นพิษ ถ้าถูกผิวเนื้อ จะกัดผิวเป็นแผล ที่รักษายาก... 

หน่าย...หน้าย...หน่าย...

posted on 05 Jun 2009 23:16 by dismember

       ค่ำคืนสุดเซ็ง  ไม่อาจหาคำอธิบายดีๆให้กับตัวเองได้   ตะกายอยู่ในหลุมลึกไร้ก้น  ไม่ว่าใคร หรืออะไรก็ทำให้ไม่สบอารมณ์ไปซะหมด  ในใจมีแต่คำว่า"ส้นตีนกูนี่!"  หรือว่าบางสิ่งที่อยู่ในตัวตนของข้า กำลังประท้วงต่อต้านกับอะไรสักอย่าง...

      หวังว่า นี่คงไม่ใช่อาการสุดท้าย ก่อนสูญสิ้นความอดทน....

      

Diary Of Madman

posted on 04 May 2009 16:32 by dismember

Diary of madman

       ต้นเดือนพฤษภาคม...   อากาศร้อนแทรกเข้าไปถึงกระดูก   ดวงอาทิตย์ที่ยิ่งใหญ่ข้างบนนั้น  เคี่ยวกรำผู้คนให้ทุกข์ทรมาน   ธรรมชาตินั้นจะเป็นผู้ชนะอยู่เสมอ  และมักจะเป็นจุดจบของอะไรหลายอย่าง 

     ตอนเย็นลมจะพัดแรง  จนยอดไม้ไหวเอน  ใบไม้ปลิดปลิวไปตามลม   ท้องฟ้ากลายเป็นเป็นสีหม่นมืด  จากนั้นสายฝนก็จะสาดซัดลงมา   ละอองฝนที่ตกกระทบตรงขอบหน้าต่างนั้น  ก็จะทำให้อากาศภายในห้องเย็นลงได้บ้าง    

       บางสิ่งบางอย่างที่เป็นธรรมชาตินั้น  สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ  แต่ธรรมชาติของมนุษย์เล่า   เปลี่ยนแปลงได้ง่ายนักหรือ    แค่ความรู้สึกหงอยเหงาของเรา  ก็ไม่อาจสลัดออกไปได้โดยง่ายบรรยากาศภายนอกยิ่งตอกย้ำความเหงาให้พุ่งขึ้นถึงอินฟีนิตี      สุดท้ายเราก็ต้องเปลี่ยนไปอยู่เสมอ  เราคงไม่ต้องการเป็นปูนปั้นที่จมอยู่ก้นทะเล   ที่จะเก่า และถูกลืมไปในที่สุด  แต่เราก็ต้องเรียนรู้ขีดจำกัดของตัวเองไปด้วย   ความหวังที่จะกลายเป็นอะไรที่ดีขึ้นดีขึ้น และสำคัญขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ดี  แต่ความผยอง  จะทำให้เราล้มหงาย   หรือไม่ก็กลายเป็นเพียงคนที่ชูคออยู่บนหอคอยงาช้างอันศักดิ์สิทธิ์  น่าเบื่อหน่าย     

        ผมรู้สึกว่ามีพลัง..แต่จะใช้มันอย่างไรดี    ความจนไม่ใช่อุปสรรค   เพราะที่ที่ผมอยู่นั้น  ไม่ต้องจ่ายเงินค่าอาบแดด หรือค่าน้ำดื่ม   อุปสรรคเกิดขึ้นจากความมีอคติ หรือความใจทรามมากกว่า      

ความมีอคติจะทำให้ขาดเหตุผล  ความใจทรามย่อมทำให้เกิดความโง่เขลาอยากจะทุ่มเททุกอย่างที่มี เพื่อทำอะไรสักอย่าง   โดยที่ผลตอบแทนไม่ใช่เงินทอง   ความสุขทางจิตวิญญาณคงเป็นค่าตอบแทนที่ดีกว่า   การตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตนั้นเป็นเรื่องง่าย   แต่แล้วเราจะพบว่าอุปสรรคระหว่างมุ่งไปสู่จุดหมายต่างหาก ที่สำคัญกว่า  และเป็นสิ่งที่จะทำให้เราเป็นมนุษย์ที่แท้.....

             ...........................................................................................................

             อ่า...ข้อความข้างบนนี่ ผมเขียนมาหลายปีแล้วว่ะ  เอากลับมาแปะไว้ที่นี่เพราะมีความรู้สึกร่วมอยู่เหมือนเดิม  ช่วงนั้นผมได้รับอิทธิพลจากหนังสือ 2-3 เล่ม คงเป็น "นักเขียนหนุ่ม"แด่แรงบันดาลใจอันหลากหลาย  ที่ตอนหลังให้น้องชายอ่าน แล้วคงอินจัด!!เลยพกไปไหนต่อไหน แม้กระทั่งตอนกินเหล้า เลยหายไปตามสูตร ที่น่าเสียดายไม่ใช่หนังสือหรอก เสียดายก็แต่ว่าแม่งอ่านไปตั้งหลายรอบ แล้วมันไม่ยักกะเอาไปเป็นบทเรียนอะไรเลย ยังไม่มีแรงบันดาลใจมากพอที่สร้างวินัยที่เข้มแข็งให้กับตัวเอง...ประมาณนั้น

    อีกเล่มหนึ่งคงเป็น"คนนอก" ของ อัลแบร์ต การ์มูร์  คนบ้านเดียวกะ ซีดาน หัวไข่ดาว คนนั้น  การ์มูร์นี่ผมชอบมาก จนถึงขนาดตามไปเรียน ปรัชญา"อัตถิภาวะนิยม"กับ อ. ประมวล "walk man"เพ็งจันทร์ เลยทีเดียว ทั้งที่ใจจริงผมคิกว่า เอ...มันไม่ใช่ ซาร์ต หรอกเหรอที่เป็นเจ้าของแนวปรัชญานี้ แต่ก็เหอะ ผมก็ได้เรียนรู้อะไรมาเยอะอยู่...อ่า...การ์มูร์ คนนี้แกเคยพูดอยู่เสมอว่า ชีวิต เป้นสิ่งที่ไร้แก่นสารสาระยิ่ง  และแล้วในวันหนึ่ง แกไปงานเลี้ยงที่ไหนสักงาน แล้วก็คงเซ็งกับความไร้สาระอะไรสักอย่างมากๆ เลยจิบไวน์มากไปหน่อยหรือไงไม่ทราบได้ คืนนั้นเลยมีคนไปพบแกตายอยู่ในรถที่เสยกับต้นมะขามข้างทาง....เอวังด้วยประการฉะนี้

     ''Hear the wind sing '' นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อ่านได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เบื่อ เหมือนการมีเซกส์เลยมั้ง ...เป็นผลงานของ คนในยุคบุพผาชน เป็นโจรสลัดเตี้ย ชื่อ haruki murakami ผู้โด่งดัง  สาบาน!ตอนที่ผมอ่านเรื่อง "สดับลมขับขาน"  นี้ ผมยังไม่รู้เลยว่าน้าแกดังขนาด ถูกเรียกว่า มูราคามิซินโดรม เลยทีเดียว!  หนังสือนี่ดีอย่างนึง คือเวลาเราอ่านมัน ในช่วงอายุที่ต่างกัน มุมมองที่ได้ก็แตกต่างไปด้วย   มูราคามิ นี่บางคนเกลียดแกมาก บางเล่มของแกอ่านยาก แต่พูดก็พูดเหอะ มันก็ภาษาคนแหละ  หึหึ...

                 .......................................................................

      เมื่อวานวันที่ 4 พฤษภา  วันแห่งการ"หยุดทำร้ายประเทศไทย"  ซึ่งผมก็มีความรู้สึกร่วมสั้นๆว่า "ปัญญาอ่อนสัตว์ๆ ดัดจริตเชี่ยๆ หลอกตัวเองไปวันๆ"  ครับ...ตามนั้น!?!

    ว่าแล้วก็ขอแจกน้ำยาล้างตาสำหรับผู้ที่หน่ายไอ้พวกสลิดดก นักอ่านหนังสือพิมพ์อาชีพส้นตีนพวกนี้เลยละกัน

      http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=30120  

      ขอบคุณท่านผู้เขียนบทความชิ้นนี้ที่ลากไส้ของ
ไอ้พวกสื่อมวลหมา ที่ทำมาหาแดกอยู่กับอคติและ
ความไร้จรรยาบรรณ ในวิชาชีพที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
อยู่จนถึงทุกวันนี้

ไม่ว่าจะเป็นไอ้อีตัวไหน ที่อ้างตัวว่าเป็นสื่อมวลชน ถ้า
ปราศจากความสัตย์ซื่อในวิชาชีพ มันก็คือไอ้พวกหมา
ที่คอยเห่าหอน เพื่อแลกกับเศษเนื้อเศษอาหารที่มีคน
มันคอยโยนให้มันประทังชีวิตเพื่อความอยู่รอด เท่านั้น
เอง มันไม่ใช่นกน้อยในไร่ส้ม อย่างที่มันวาดภาพซะหรู

เกียรติยศ ศักดิ์ศรี มันไม่คงอยู่ถ้ายังมองผลประโยชน์
เป็นหลักมากกว่าความยุติธรรมและถูกต้อง ทั้งนี้ก็ขอกราบ
คารวะสื่อมวลชนที่มีจรรยาบรรณทุกท่าน และขอสาบแช่ง
ไอ้พวกสื่อมวลหมาทุกตัวให้มันฉิบหาย อย่าได้พบกับความ
เจริญ ไปทุกเมื่อเชื่อวันเถิด

http://www.democraticthai.com/board/index.php?topic=3398.0   อันนี้แถม



ป้าทองไม่ได้สวมเสื้อแดง แกเป็นแค่ชาวบ้านสันคะยอม เรียนหนังสือจบชั้นประถมหรือเปล่าไม่แน่ใจอาชีพของแกคือ แม่บ้าน

แม่บ้านในที่นี้ไม่ได้แปลว่าเมีย เพราะผัวแกตายไปนานแล้วแม่บ้านในที่นี้ ภาษาละครหลังข่าวเขาเรียกกันว่า คนใช้

ป้าทองจะเป็นอะไรก็ช่างฉันรู้แต่ว่า แกเป็นคนบ้านเดียวดับฉัน วันหนึ่งแกมาซื้อเนื้อที่หมู่บ้าน ฉันก็เลยหยั่งเสียงเกี่ยวกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง และเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นระหว่างสงการณ์ ในขณะที่พวกเรากำลังยุ่งอยู่กับการทำแกงฮังเลไปวัด

“คนเขาไปเดินขบวนไล่รัฐบาลกันป้าทองว่ายังไง”

.อู๊ยย...บ้านเมืองวุ่นวายร้อนร้าย ถ้าป้าทองเป็นรัฐบาล จะลาออก รู้ทั้งรู้ว่าประชาชนไม่ได้เลือกตัวเองมาเป็นรัฐบาลยังจะหน้าด้านอยู่ได้ เออ ถ้ายุบสภา เลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ชนะ ป้าไม่ว่าซ๊ากคำ จะยอมรับเสียงคนที่เขาเลือกโดยดี แต่นี่อะไรไม่รู้ อยู่ ๆ ก็ขึ้นมาเป็นรัฐบาล สมควรแล้วที่จะโดนประชาชนขับไล่ จริงไหม”

ป้าตอบยืดยาว สมฉายา ป้าทอง(โว) โว แปลว่าคุยโวโอ้อวดนั่นเอง

ฉันยอมรับว่าอึ้งกับคำตอบของป้าทอง ป้าไม่ได้เรียนหนังสือมาก ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ป้าดูข่าวและติดละครของแพนเค๊ก เหมือนชาวบ้านอีกทั้งประเทศไทย ไม่ได้พูดคำว่าประชาธิปไตยแต่ป้าช่างอธิบายมันออกมาชัดเจน แจ่มกระจ่างความจำของป้าไม่ได้สั้นเหมือนใครบางคน ป้ายังจำได้ว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุด หลังจากรัฐบาลของ คมช. ป้ายังจำได้ว่าพรรคที่ได้เสียงข้างมากคือพรรคเพื่อไทย และหัวหน้าพรรคคือนายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นหัวหน้าพรรค ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

เหตุการณ์หลังจากนั้นป้าคงเข้าใจไม่ได้ ทำไม นายกฯ ที่มาจากพรรคที่ครองเสียงข้างมากถึงถูกถีบออกไปจากเวทีการเมืองไทยในเวลาอันสั้น

ทำไมพันธมิตร ถึงสามารถชุมนุมยืดเยื้อได้หลายเดือนโดยไม่มีใครกล้าทำอะไร


ทำไมคนเหล่านั้นถึงเข้าไปร้องรำทำเพลงในทำเนียบได้ นานนานแถมยังมีใครไม่รู้ไปอุตริจัดงานแต่งงานเป็นที่ครื้นเครง

ทำไมแก๊สน้ำตาทำให้คนแขนขาขากอย่างมีนัยสำคัญ

งง ยิ่งกว่านั้น กลุ่มพันธมิตรไปยึดสนามบินตั้งหลายวัน ผู้คนเดือดร้อนมหาศาล เศรษฐกิจของชาติยับเยิน แต่คนที่เสียงดังในสังคมนี้กลับยกย่องคนยึดสนามบินว่าเป็นพวกกู้ชาติ กู้ประชาธิปไตย แกนนำไม่มีใครโดนจับดำเนินคดี

น่าเจ็บใจกว่านั้น บางคนที่ชื่นชมม๊อบพันธมิตรออกหน้าออกตา ยังได้เป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่กระทรวงขี้หมูขี้หมา เป็นกระทรวงการต่างประเทศเสียด้วย

ป้าทองไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์หรอก และไม่รู้ด้วยว่าฉายาของรัฐบาลนี้คือ เทพประทาน ป้าทองแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมเสียงโหวตของประชาชนจึงไม่ได้รับการเคารพ ป้าทองไม่เข้าใจหรอกว่ามือที่มองไม่เห็น แปลว่าอะไร และเป็นใคร ป้าทองเข้าใจตามประสาป้าทองว่า เรามีการเลือกตั้งและเราควรจะยอมรับผลการเลือกตั้งนั้นแม้มันจะไม่ถูกใจเรา

ฉันอึ้งกับคำตอบของป้าทองเพราะมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสังคมไทยไม่เหมือนเดิม และไม่มีวันจะเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ไม่มีครั้งไหนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ชาวบ้านธรรมดา ๆ อย่างป้าทองจะตระหนักในความหมายของเสียงหนึ่งเสียงที่ตัวเองกากบาทลงไปในบัตรลงคะแนน

ไม่ว่าสื่อมวลชน ชนชั้นกลาง คนมีการศึกษา ที่คิดว่าตัวเองเป็นสัตว์ประเสริฐเหนือชาวบ้านร้านช่อง จะเฝ้าเรียกคนที่มาร่วมชุมนุมเสื้อแดงว่า เป็นผู้หลงผิด เป็นสาวกทักษิณ เป็นพวกขายสิทธิ ขายเสียง และยังไม่รู้ทันเล่ห์กลของนักการเมือง

หนังสือพิมพ์บางเล่มยิ่งอาการหนัก เพราะเรียกผู้ชุมนุมสีแดงว่า หางแดง หรือ แดงประจำเดือน สะท้อนและส่อให้เห็นถึงวุฒิภาวะ และรสนิยมของหนังสือพิมพ์นั้นได้อย่างดี นักวิชาการที่สังวาสเสพสุขกับสื่อชนิดนี้ คงหมดแล้วซึ่งสามัญสำนึกแห่งผิดชอบชั่วดี โดยสิ้นเชิง

มีคนพูดกันมากเรื่อง 2 มาตรฐาน ความแตกต่างระหว่างม๊อบมีเส้น กับไม่มีเส้น มีหลายคนบอกว่าม๊อบเสื้อแดงกำลังรุกเร้าให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง ทั้งการเผารถเมล์ การเอารถแกสมาขู่ การปะทะกันตรงนั้นตรงนี้ระหว่างคนหลายกลุ่ม หลายฝ่าย และความตึงเครียดระหว่างวันที่ 12-15 เมษายน ที่ผ่านมา

แต่ฉันอยากจะทบทวนอีกสักนิดว่าก่อนที่จะเกิดการจลาจลและกีฬาสีสงคราม แดง เหลือง น้ำเงิน นั้น มันเกิดอะไรขึ้น

จะปฏิเสธไหมว่า หากไม่มีรัฐประหาร 2549 จะไม่มีสงครามสีในวันนี้

และใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารควรสำเหนียกว่าประเทศไทย ณ พ.ศ.นี้ ไม่เหมือนกับประเทศไทยปี 2550 อีกต่อไปแล้ว คนไทย ชาวนา ชาวไร่ กรรมกรไทย ไม่ใช่ราษฎรโง่ ๆ เชื่อง ๆ แบบตัวละครเรื่องสั้น เขียดขาคำ ของลาวคำหอมอีกต่อไป

ชาวบ้านไม่ได้เห็นนายอำเภอแล้วรีบก้มกราบอีกแล้ว เราไม่ได้อยู่ในยุคที่ขึ้นไปบนที่ว่าการอำเภอแล้วขาสั่นผับ ๆ เพราะกลัวเจ้ากลัวนาย เราไม่ได้อยู่ในยุคที่เรียกข้าราชการว่า เจ้าคนนายคน

เราอยู่ยุคที่ นายกเทศบาลตำบลนั้นเป็นลูกของลุงศรีทน ที่มีนาติดกับนาของเราแถมยังฟ้อนผีมดร่วมกันทุกปี นายก อบต. ก็เป็นลูกหลานของคนบ้านนี้ เราอยู่ในยุคที่ไม่ได้ตื่นเต้นกับการไปดำหัวผู้ว่าฯ ที่ขอโทษเดี๋ยวนี้แทบไม่รู้เรื่องว่าชื่ออะไร เพราะมันช่างเป็นตำแหน่งที่ไร้ความหมาย หลังการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

คำว่าสถานที่ราชการ ที่เคยทรงอำนาจขู่ให้ประชาชนต้องเดินตัวลีบ ๆ บางทีถึงขั้นถอดรองเท้านั้นเกือบจะมีความหมายเท่ากับศาลพระภูมิ ในสมัยที่ชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

เทคโนโลยี่ของการสื่อสาร วิทยุชุมชน การทำงานภาคประชาชนของ NGO ที่ดำเนินการมายาวนานเราต้องยอมรับว่ามีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกของประชาช
นคนเดินดิน ที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นประชาชน มีสิทธิ มีเสียง มีอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของตนเองผ่านสิ่งที่เรียกว่านโยบายของรัฐบาล ชาวบ้านได้เรียนรู้ว่าหากเราไม่พอใจการตัดสินใจของรัฐบาล เราสามารถเรียกร้อง ต่อรอง ทำการรณรงค์กับประชาชนกลุ่มอื่น ๆ เพื่อหาแนวร่วม หรือเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ขอมูลข่าวสาร ที่แตกต่างออกไปจากโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล

สังคมไทยมีคนอย่างยายไฮ เกิดขึ้นแล้ว มีสมัชชาคนจน มีสหภาพแรงงานที่กำลังตื่นตัว มีกลุ่มพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างแข็งขัน เรามีคนไข้ที่ลกขึ้นฟ้องร้องหมอ (50 ปีที่แล้วรังเห็นหมอเป็นเทวดา และพูดภาษาเทพที่คนธรรมดาไม่เคยฟังรู้เรื่อง)

เรามีกลุ่มองค์กรนอกรัฐที่เกิดขึ้นมาเพื่อยืนยันสิทธิศักด์ศรีของคนไทย ที่หรือหน่วยราการไม่เคยอ่าน เขาว่าเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีและสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ เท่ากับคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเคืรอข่ายผู้ติดเชื้อฯ เครือข่ายหญิงบริการ ฯลฯ

ลองคิดดูแล้วกันว่าสังคมเราเดินมาไกลขนาดไหน ไกลจนถึงจุดที่ทั้งกะหรี่ ทั้งกะเทย ออกมาเป็นแอ็คทิวิสต์ เดินสายประชุมกับเฟมิเนิสต์ นักวิชาการ และเพื่อนนักกิกรมทั่วโลกเพื่อยืนยันศักดิ์ศรีแห่งอาชีพของตน

แล้วใครหน้าไหน ยังจะคิดว่าจะลุกขึ้นมาทำรัฐประหารได้ง่ายดายเหมือนยุคของสฤษดิ์ แล้วใครอย่ามาคิดว่าจะลุกขึ้นมา Exercise อำนาจอย่างเดียวกับที่ สฤษดิ์ เคยทำกับคนไทยสมัยนั้น ร้ายไปกว่านั้นในยุคแห่งการรื้อสร้างและเสียดสี การรณรงค์และโฆษณาชวนเชื่อในกฤษฏาภินิหารต่าง ๆ นานาเพื่อให้ประชาชนสมยอมอำนาจนั้นทำได้ยากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากจะไม่ชวนเชื่อ แล้วยังน่าหัวเราะเยาะและรังแต่จะถูกนำมาล้อเลียนให้เสียผู้เสียคนกันไปข้าง

เราอยู่ในยุคเทคโนโลยี่อยู่แค่การ คลิก คลิก คลิก โทรศัพท์มือถือของนาย ก. นาง ข. ที่ไหนก็ถ่ายรูปได้ สื่อของรัฐแสดงรูป ๆ หนึ่ง ประชาชนก็สามารถเอารูปอีกรูปหนึ่งมาแสดงทาบกันคัดง้างความหมาย ความเชื่อกันได้อย่างทันท่งที เพราะฉะนั้น การผูกขาดข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นแค่ฝันเปียกของรัฐบาล ICT ทำได้แค่วิ่งไปปิดเวปนั้น เวปนี้ไปวัน ๆ ทว่ายิ่งปิดกั้น ยิ่งกักกัน ประชาชนยิ่งหลีกเร้น แหวกทางหาช่องใหม่ ภาษาใหม่ ถ้อยคำใหม่ สัญลักษณ์ใหม่ ๆ ทีรัฐไม่มีวันจะตามไปปิดหูปิดตาได้มิดชิดอีกต่อไป ยิ่งปิดเรายิ่งสามารถค้นหาทางหนีได้แยบยลยิ่งขึ้น

คำสามัญอย่าง “ซาบซึ้ง” กลับซ่อนนัยชวนหัวมีพลังถึงขั้นพลิกขั้วของโลกให้กลับตาลปัตรได้

เพราะฉะนั้นที่วิ่งไล่ปิดวิทยุชุมชน จนหัวสั่นหัวคลอนนั้นอย่าหวังว่าจะสามารถทำการผูกขาดข่าวสารข้อมูลได้ง่ายดาย และจะเอาประชาชนมาใส่ขื่อใส่คาได้ตามใจชอบ เพราะยิ่งปิดก็จะยิ่งมีช่องทางใหม่ ๆ มาทดแทน

นี่จึงเป็นกระบวนการต่อต้านรัฐประหาร (และขอไว้อาลัยแก่ภาพประชาชนที่เอาดอกกุหลาบไปให้ทหาร) หลังจากนั้นที่ดำเนินการมาอย่างเป็นอารยะนั่นคือ ไม่มีการออกมาชุมนุมหรือใช้ความรุนแรงใด ๆ นอกจากภาพการรณรงค์ด้วยข้อมูลเท่าที่จะทำได้ ส่วนชาวบ้านอย่างป้าทองเชื่อว่า เมื่อมีการคืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยการเลือกตั้ง ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
ทีไหนได้ กลายเป็นว่ามีการใช้สถาบันตุลาการอย่างตั้งใจที่จะตัดจอนพรรคไทยรักไทย สุดท้ายเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา กลับมีความพยายามที่จะใช้วิธีนอกกฎหมายในการกำจัดพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามาอย่างกดดันและต่อเนื่องผ่านพันธมิตรฯ ใส่เสื้อสีเหลือง

มาถึงวันนี้ฉันคงไม่ต้องอ้อมค้อม เด็กมัธยม ยังรู้เลยว่านี่ไม่ใช่การเมืองภาคประชาชน แต่เป็นการ exploit การเมือง ภาคประชาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด corrupt ที่สุดหน้าด้านและดัดจริตที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วาทกรรมว่าด้วยประชาธิปไตยแบบไทย ๆ บวกกับมายาคติว่าด้วยนักการเมืองชั่วช้าสามานย์ เข้ามาเพื่อกอบโกย มือสกปรกโกงกิน ถูกนำเสนออย่างต่อเนื่อง พร้อมกับกระแสเรียกร้องหาผู้ปกครองในอุดมคติปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน การเมืองโปร่งใส good governance ศีลธรรม คุณธรรม ไปจนถึงเกมชิงความจงรักภักดีอย่างเข้มข้นถึงตอนนี้คำว่า ประชาธิปไตย
ไม่สำคัญเท่ากับ ฆ่าทักษิณออกจากจักรวาลการเมืองไทย ไม่มีประชาธิปไตยไม่เป็นไรขอให้เอาทักษิณออกไปให้ได้ก่อน ความผิด และความไม่ชอบธรรมของทักษิณ ไม้ได้นำมาพิจารณาไต่สวนกันด้วยเหตุผล

แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อปลุกเร้าความเกลียดชังและ simplified ปัญหาของประเทศไปไว้ที่ผู้ชายชื่อทักษิณ ราวกับว่าหากไม่มีทักษิณเสียคน ประเทศไทยจะเรืองรองผ่องอำไพ ผุดผ่องงดงาม ขึ้นมาในบัดดล เมื่อดึงดัน ถีบส่ง และฆ่าทิ้งรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามาอย่างหน้าด้าน และอีกพรรคหนึ่งก็หน้าด้านพอที่จะขึ้นมาเป็นรัฐบาล คุณอภิสิทธิก็กล้าขึ้นมาเป็นนายกฯ ท่ามกลาง ? จากทั่วโลก (ฉันอายแทนมาก ๆ ) และในที่สุดประชาชนก็ไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ กลุ่มคนเสื้อแดงจึงลุกข้นมาชุมนุมเพื่อทวงถามความเป็นธรรม ความยติธรรม และความหมายของประชาธิปไตย ในขณะที่ก่อนหน้านี้กลุ่มพันมิตรทำในสิ่งตรงกันข้าม

นี่คือสัญญาณที่บอกชนชั้นนำไทยว่า การเมืองไทยจะไม่เหมือนเดิม คนไทย ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วสำนึกทางการเมืองของวกเราเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ชนชั้นนำไม่อาจ manipulate ชี้นำและสนตะพายเราด้วยคำพูดเพราะ ๆ หน้าหล่อ ๆ ยิ้มหวาน ๆ พิธีกรรมสารพัดพิธี อย่างที่เคยทำอีกต่อไป

ประชาชนไทยเปลี่ยนไปแล้วมีแต่ชนชั้นนำที่ไม่รู้ตัว หรือเฝ้าหลอกตัวเองว่า ทุกอย่างยังเหมือนเดิม และจะต้องหมือนเดิมตลอดไป

เขียนโดย คำผกา มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 24-30 เมษายน 2552

อยู่อย่างเสือ

posted on 08 Apr 2009 20:52 by dismember
อยู่อย่างเสือ อย่างสิงห์ จึงยิ่งใหญ่
ไม่สิ้นลายง่ายๆ ยังไหวอยู่
ยามเสือถอย ทีท่า ยังน่าดู
ไม่ใช่ขู่ แต่คำราม น่าขามเกรง

อยู่อย่างเสือบาดเจ็บเก็บอาการ
ยืนหยัดต้านทานการข่มเหง
แม้สุดท้ายวายวางอย่างวังเวง
ยังบรรเลงเพลงกล้า ข้าไม่กลัว


อยู่อย่างเสือคงนาม งามสง่า
ดีกว่าตายอย่างหมาเขาว่าชั่ว
เที่ยวเห่าโฮ่งว่าเขาด้วยเมามัว
บิดเบือน รอดตัว ไปวันวัน


อยู่อย่างเสือ อย่างสิงห์ จึงยิ่งใหญ่
ไม่ใช่หมาสวมใส่ปลอกคอสั้น
กูเป็นเสือที่ยังสู้อย่างรู้ทัน
ไม่เคยหวั่นไหวค้อมยอมจำนน


เมื่อเป็นเสือย่อมหมายตายอย่างเสือ
ศักดิ์ศรีเหนือสูงส่งคงเหตุผล
ไม่ใช่หมาตายอย่าง ร้างผู้คน
เป็นหมาบ้า กลางถนน ไร้คนแล.

Too much Of not enough

posted on 30 Mar 2009 20:48 by dismember

          ง่วงนอนแฮะ  เช้านี้แหกขี้ตาตื่นมาประชุมแต่เช้า ที่จริง ตื่นก่อนหน้านั้นนานแล้วด้วย ตั้งแต่ตี 4 มั้ง..จากนั้นก็ไม่ได้หลับอีกเลยจนตอนนี้  พอบวกด้วย เรดเลเบิ้ล ออนเดอะร็อกไปอีกประมาณ 8 แก้วในหนึ่งชั่วโมงก็ง่วงเลย แต่ไม่ยักกะมีอาการแอลกอฮอล์ลงไข่เหมือนเช่นที่เคยเป็น...

          ทำงานนั่นนิดนี่หน่อย แก้ปัญหาที่ไอ้พวกขี้บ่นแต่ไม่มีปัญญาแม้แต่จะเกาหลังตัวเอง บอกให้ทำ ฮะฮ่า! พวกนี้หากให้เกาหลัง มันคงใช้ไม้เมตร!?!   แต่ก็นั่นแหละ  ที่ต้องทำก็ต้องทำแหละ ขยับนั่นนิด คิดนั่นนี่อีกหน่อย ไม่มีอะไรที่เกินแก้..

          ที่จริงมีอะไรอยากเขียนเยอะแยะไปหมด แต่พอดีที่ไปรับเอาความรู้สึกอีกแบบนึง ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยเลย  ยากจะอธิบายจริงๆ แต่มันมีผลทำให้รู้สึกว่าที่จะเขียนออกมานั้น มันไม่ใช่!  เหมือนกับว่า ตัวผมเข้มแข็งขึ้นมาอีกมากเลย จนไม่จำเป็นต้องมาคร่ำครวญอะไรน่าสมเพชในนี้อีก...

          อ่า..อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยทำใจยอมรับได้สักที ก็คือการเป็นที่ต้องการของใครอื่นนี่แหละ  ไม่คิดว่าจะพร้อมสำหรับใครอีกเลยน่ะ แต่เรื่องนี้คงเปลี่ยนได้แหละ คงไม่นานเกินไป...

          ผมกลับมาสนใจข่าวสารการเมืองอีกครั้ง มันทำให้ผมได้หัวเราะบ่อยๆ ไอ้เจ้าพวกนี้ มันฮาจริงๆ พรรคการเมืองก็เหมือนคณะตลก  นักการเหมืองหัวขวด ถ้าถอดหมวกมันออก ก็เอาถุงยางสวมแทนได้เลย ไม่รู้จะแกล้งทำเป็นงี่เง่าเชื่อว่าพวกนี้จะช่วยกอบกู้ประเทศชาติได้อย่างไร เราเองก็สร้างความแตกต่างไม่ได้ น่าเสียดาย...

          ช่วงนี้ พยายามเขียนเรื่องสั้นอยู่สองสามเรื่อง มีพล็อตอยู่ในหัว และอยากให้มันคลอดออกมาซะที แต่ก็คงไม่เร่งรีบเกินไป จนต้องมาหัวเราะเยาะตัวเองตอนหลัง สนุกดี รู้สึกว่ามีพลังเปี่ยมล้น  บางอย่างที่คอยรบกวนจิตใจก็กลายเป็นแรงบรรดาลใจได้ ต้องเชื่อว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว มันดีเสมอ เหมือนที่เคยพูดไป

         เวร! คงได้แค่นี้ล่ะมั้งคืนนี้ งานเข้า...ปัญหาเยอะเลยวันนี้

Alone with every body.

posted on 25 Mar 2009 00:44 by dismember

      จะตีหนึ่งแล้ว...เวลาของชีวิตที่ใครหลายคนบอกว่ามีค่าดั่งทอง มีค่าทุกนาที กำลังผ่านไป  ก็ใช่แหละ! เราต่างก็ก้าวเดินไปสู่การแตกดับ ในอัตราเร็วที่เท่ากันซะด้วย...วันต่อวัน...

      เลิกงานแล้ว...แต่ก็ไม่รู้จะกลับไปที่หอเพื่อทำอะไร กาแฟเข้มสุดตีน ชนิดคนตายดื่มยังฟื้น ที่กระเดือกลงไปตอนห้าทุ่มยังคงออกฤทธิ์อยู่ละมั้ง...มนุษย์โสดสนิท นั่งเดียวดายอยู่หลังแป้นพิมพ์ หงอยเหงาหัวขาด ไร้ที่เหยีบยืนทรงกาย ก็คงต้องเบิ่งตาดูเข็มนาฬิกาหมุนไปเรื่อยๆ...

       เคยถูกทอดทิ้งไร้เยื่อใย  จากนี้ไปคงใช้ชีวิตลำบาก เพราะไม่รู้จะฝากตัวเองไว้ที่ตรงใหน หากไม่ยอมลบเลือนความทรงจำออกจากใจ  คงแตกดับไปพร้อมกับมัน...คงเป็นอย่างนี้แหละ   ตอนนี้กำลังฟังบทกวีที่ขับขานด้วยสำเนียงบลูส์ของ Neil Young  บลูส์แมนชื่อก้อง ตอกย้ำความรู้สึกเหงาพุ่งขึ้นสู่อินฟินิตี้...

        อ่า...ผมกำลังเห่อแว่นกันแดดใหม่อยู่ว่ะ ทั้งที่รู้มาตลอดว่าช่างไม่เหมาะกับผมเลย ไม่เคยรู้สึกเป็นธรรมชาติเลยสักครั้งที่สวมใส่  แต่ก็ทำให้รู้สึกดี  ต้องดูแลดวงตาของตัวเองบ้างแล้ว แดดแรงร้อนเหมือนอยู่ในนรก ฝุ่นควันเยอะเหมือนโลกกำลังย่อยสลายออกเป็นชิ้นเล้กชิ้นน้อย แว่นกันแดดดีๆคงช่วยได้บ้าง

        ที่จริงผมคิดว่า เป็นเพราะผมไม่อยากให้ใครมองเห็นสายตาของผมอย่างชัดเจนอีกต่อไปแล้ว  ถ้าคุณเพ่งมองดูชัดๆ จะเห็นได้เลยว่า แม่ง!ไม่มีเหี้ยไรอยู่ในนั้นเลย แม้แต่ความสิ้นหวัง  คงเหมือนตาของปลาตาย  ไม่เห็นประกายสดใส ที่ร้อนแรงเต็มไปด้วยความฝันเหมือนดังเช่นกาลก่อน  เป็นแค่แววตาของคนที่ผมเคยหยามหยันเมื่อกาลก่อนนั้น..เช่นเดียวกัน

           ความเหงาบางที่ก็เข้ามา   ความเหงาบางเวลาก็น่าตบ

       ความเหงาบางทีก็น่าซบ   ความเหงาอาจทำให้เจ้าชายกบกลายเป็นเขียด

       ฉันเหงาอยากให้เธอมาเปิดงาน   ฉันเหงาอยากได้เธอมาเป็นประธานผู้ทรงเกียรติ

        ฉันเหงาอยากให้เธอมาเบียด     มาคลายเครียด  คลายเหงา...คลายเข็มขัด...

      ฮ่าๆๆ  คนเรามันก็ต้องมีขำกันบ้างล่ะวะ!   หากจ่อมจมอยู่กับความเหงาอันปวดใจ คงต้องตายไปพร้อมกับมัน...ผมไม่อยากเป็นอย่างงั้นหรอกว่ะ  อยากยิ้มหัวเราะได้เต็มหน้า มุ่งหน้าฝ่าฝันไปอย่างเต็มกำลัง ทุกคำพูดและความรู้สึกคือสิ่งเดียวกัน

      ดอยเพื่อนรักของผมไม่ออนเอ็มมาหลายวันแล้ว ให้รู้สึกเป็นห่วงเหลือแสน คงเป็นแค่เนตเต่าที่ออกอาการงึกๆงักๆนะ  กำลังใจจากเพื่อนที่มีให้กันนั่นแหละ ที่มีค่ากว่าเงินทอง 

      น้องชาย เริ่มซัมเมอร์นรกได้ 2 วันแล้ว เห็นน้องแหกขี้ตาไปเรียนทุกวันก็รู้สึกดี คนเราแค่มีอะไรสักอย่างที่ดีๆที่ทำให้คนรอบข้างได้มองเห็น แค่ได้รู้สึกว่ามีความรับผิดชอบ แค่นี้ก็โอเคแล้ว...

      พี่สาวที่แสนดี ก็คงนอนหลับ ดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา ตามประสาวัยทอง ให้ฝันดี ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกดีๆ อาจรู้สึกถึงความสำนึกขอบคุณจากน้องชายคนนี้บ้าง ก็สุโค่ย!

      เจ้าดอน น้องชายที่น่ารักอีกคน บ่นว่าหิวแสบใส้ แต่จะด่าว่าแล้วทำไมมึงไม่แดก ก็กระไรอยู่ หันมองตัวเอง ก็ไม่เคยให้ความสำคัญกับสุขภาพกระเพาะอาหารของเราเลย  พูดไปก็เท่านั้น! เหอะ! คนบางคนมีดวงจันทร์อยู่ในครอบครองแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอ บ่นเพ้อว่ามันไม่เต็มดวง...นั่นก็เรื่องของมึง!

     ใครและใครอีกหลายคนก็คงเป็นอยู่และทำอย่างที่หัวใจและสัณชาตญาณกำหนด  ชีวิตก็เป็นอย่างนี้อยู่เสมอ  มือของคุณอาจจะก่ายอยู่บนหน้าฝากตอนนอนเหมือนผม หรือจะเกาะกุมหน้าอกนุ่มๆสักข้างเหมือนไอ้สัตว์สักตัว ก็หาได้ต่างกันไม่  ความทุกข์เหมือนเป็นของวิเศษ โปรยปรายลงมาดั่งห่าฝน มนุษย์ในโลกกระปุกใบนี้ทุกคน ออกไปเปียกปอนกันถ้วนทั่ว กอบโกยความทุกข์ไม่ยั้ง!  ก็เหมือนๆกันนั่นแหละวะ...เพื่ออะไรล่ะ? ก็เพื่อที่จะได้เรียนรู้อย่างจริงจังเข้าสักวันว่า คนเรานั้นไม่เคยทุกข์อย่างแท้จริงเลย...