Running On Faith
posted on 06 Sep 2009 22:30 by dismember
ค่ำคืนยาวนานอบอวลด้วยกลิ่นฤดูฝน
ผมเลิกงานเวลาเดิม กลับมาถึงห้อง อาบน้ำอย่างเชื่องช้า แล้วนอนอ่านหนังสือพิมพ์
เรื่องเดิมๆซ้ำซากเหมือนหนังสือที่พับมุมหน้าเดิมที่อ่านค้างไว้
เหวี่ยงหนังสือพิมพ์ไปอีกทาง คงกลายเป็นแค่กระดาษรองพื้นตอนกินข้าวเท่านั้น
นอนหงายจ้องมองเพดาน ไม่มีความคิดใดๆแล่นในหัว 29 ปีแห่งการเหม่อมองเพดาน
หล่อหลอมให้ผมเป็นได้แค่นี้เอง...
* * * * * * * *
มนุษย์หงอยเหงาขาดไร้การติดต่อสื่อสาร
ผมไม่ได้พูดคุยกับคนที่ถูกต้อง คนที่ปฏิสัมพันธ์ด้วยก็ไม่ได้สนใจในเรื่องเดียวกัน
ติดอยู่กับกรอบแนวคิดเก่าๆ ของใครของมัน ซึ่งอยู่กันไปก็คงมีแต่คำว่าเบื่อหน่าย
ผมไม่อยากติดอยู่กับความสัมพันธ์ที่คับแคบเช่นเดิม
เพราะมันจะไม่นำไปสู่การพัฒนาความคิดหรือค้นพบความจริงๆใดๆ
เป็นแค่หนังเก่าๆม้วนเดิม....
อ่า...แวะคุยเรื่องการเมืองนิดนึง...
Plato กล่าวไว้ว่า “การกระทำความผิดนั้นนับเป็นสิ่งชั่วร้าย แต่ยังนับว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายอันดับสอง...”
…อืม...ผมว่า คนหน้าเหลี่ยมที่อยู่ต่างประเทศก็ผิด
คนที่บุกรุกป่าสงวนเขายายเที่ยงก็ผิด
คนที่โกงกล้ายาง ฮั้วประมูล ก็ผิด
คนที่หนีทหารก็ผิด
คนที่สั่งใช้ความรุนแรงกับประชาชนก็ผิด
พวกไม่ทำหมาหาแดกแต่รวยเอาๆก็ผิด....
หลักการอย่างหนึ่ง ที่หากถูกำให้เสื่อมไปแล้ว สังคมจะปั่นป่วนสับสน ไม่มีหลักยึด นั่นคือ “ผู้ใดกระทำผิด ผู้นั้นต้องรับผิดเพื่อการกระทำของตน”
เพราะ....สิ่งชั่วร้ายอันดับหนึ่งคือ การปล่อยให้ผู้กระทำความผิดลอยนวล
**********
ถ้าคุณมองบางสิ่งบางอย่างจากระยะไกล
สิ่งนั้นย่อมสวยงามเสมอ...
ผมทำอะไรอยู่ในห้วงเวลาอายุยี่สิบ?
“หลงรักสาวหัวปักหัวปำ” นี่แหละมั้งคือคำตอบ หลังจากนั้นพอมีบางอย่างเข้ามาแทรก ภาพที่คุณมองก็จะเปลี่ยนไป บางสิ่งบางอย่างเบี่ยงเบนคุณให้ต้องมองจากมุมที่แตกต่างออกไป นั่นไม่ใช่ความผิดอะไร แต่ก็ห่างไกลกับคำว่าถูกต้องชอบธรรม เพราะเรื่องแบบนี้ ไม่มีใครสนเรื่องถูกหรือผิดอยู่แล้ว
คนเรามันก็ต้องรักตัวเองไว้ก่อน คนไม่เห็นแก่ตัว สวรรค์ลงโทษ
ผมเองก็จะทำอย่างนั้น
ทุกคนก็กำลังทำอย่างนั้น...ไปจนกว่าจะถึงกาลวิบัติ..
*****************
ผมเหงาหรือเปล่า?
ผมคงไม่ตอบว่า"ชินแล้ว ฝึกมาดี"หรอก แต่มันก้ไม่ได้มากอย่างที่เคยคิดไว้
มันคงเป็นความสับสน เหมือนตามหาอะไรสักอย่าง แต่ก็ลืมเลือนไปสิ้นว่ามันคืออะไร..
สักวันหนึ่ง อาจเป็นวันร้อนจัด หรือ ค่ำคืนเหน็บหนาว
คงจะมีอะไรสักอย่างมาดึงดูดความสนใจของเราอีกครั้ง เฉกเช่นที่ผมเคยรู้สึกกับผู้หญิงคนหนึ่ง
เหมือนที่เคยรู้สึกกับดนตรีเมทั่ล หรือการชกมวย..
เมื่อวันนั้นมาถึง โลกในความหมายของผมก็จะหมุนกลับมาให้ค้นหาอีกครั้ง ผมก็จะได้รู้เสียทีว่า
ผมเป็นคนของที่นี่ หรือที่ไหนกันแน่
ผมจะได้ยิ้มได้เต็มหน้าบ่อยๆ...
จะตีหนึ่งแล้ว...เวลาของชีวิตที่ใครหลายคนบอกว่ามีค่าดั่งทอง มีค่าทุกนาที กำลังผ่านไป ก็ใช่แหละ! เราต่างก็ก้าวเดินไปสู่การแตกดับ ในอัตราเร็วที่เท่ากันซะด้วย...วันต่อวัน...